วิวาทะของบรรดากูรู
(Guru) ด้านคุณภาพ
ที่ปรากฎในทศวรรษที่ 80-90
ก่อให้เกิดการพัฒนากระบวนทัศน์แนวคิดด้านคุณภาพ
อย่างที่เรียกได้ว่าพลิกโฉมจากอดีตที่เคยเป็นมา
นับเนื่องเป็นเวลามากกว่า 20 ปีที่
อภิมหาอมตะกูรู ไม่ว่าจะเป็น ดร.เดมมิ่ง, ไฟแกนบลาม,
ดร.จูแรน ต่างเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน ว่า
คุณภาพนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าพูด แต่มันหมายถึง
การจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ที่หัวต้องขยับ หางต้องตาม
แม้แต่ กูรู สมัยใหม่อย่าง ดร.แฮรี่ เจ้าพ่อซิกซ์ซิกม่า
ก็พยายามที่จะให้เกิดการจัดการคุณภาพที่เป็น
การบริหารอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.จูแรน คือ กูรู
คนแรกที่อธิบายวิธีการจัดการคุณภาพ
ที่มีลีลาการอธิบายมาจาก ลักษณะการจัดการบริหารทางการเงิน
เขาเขียนถึง การจัดการบริหารคุณภาพ ด้วยรูปแบบของกระบวนการ
3 ส่วน ผสานกัน เริ่มตั้งแต่ การวางแผนคุณภาพ,
การควบคุมคุณภาพ และการปรับปรุงคุณภาพ และ ดร.ไมเคิล แฮรี่
ก็สั่นสะเทือนองค์กรธุรกิจทั่วโลก
ในยุคการแข่งขันแบบโลกาภัวัฒน์ด้วย
การบริหารจัดการแบบซิกซ์ซิกม่า
ในสภาพที่บรรดากูรู
ต่างก็อธิบายการเลือกกลไกป้องกันปัญหาผ่านการวางแผนคุณภาพ
และพยายามเปรียบเทียบกับต้นทุนแห่งความสูญเสียจากความด้อยคุณภาพ
(Cost of Poor Quality)
เพื่อบอกกล่าวกับนักบริหารว่า
ทำไมพวกเขาจึงคิดเรื่องคุณภาพเป็นเรื่องเดียวกับ ธุรกิจ
ที่มุ่งแสวงหาผลกำไร
ในไม่ช้าไม่นาน
หลายองค์กรที่ต้องเผชิญความท้าทาย
จากภาวะการแข่งขันที่ไร้พรมแดน
ในโลกของการโยกย้ายแหล่งต้นทุนสูง ไปสู่แหล่งต้นทุนต่ำ
พบว่า ลมหายใจของธุรกิจ อยู่ที่การทำให้สินค้า
และบริการตรงต่อความคาดหมายของลูกค้า
และสิ่งสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่น
ความไว้วางใจของลูกค้าต่อบริษัท คือ ความบกพร่อง (Defect)
สิ่งเหล่านี้ รบกวนจิตใจของลูกค้า
ที่จะศรัทธา และมั่นใจต่อธุรกิจ
ต่อผลิตภัณฑ์ที่เขาเคยเชื่อมั่น
และกลายเป็นตราบาปที่ยากจะลืมเลือน
หากความบกพร่องนั้นส่งผลรุนแรงต่อลูกค้า
ที่ผ่านมามีหลายเทคนิคการจัดการด้านคุณภาพ
ที่พยายามแก้ไขความบกพร่องที่ปรากฎเมื่อลูกค้าได้รับความบกพร่อง
แต่นั่นยิ่งตอกย้ำความผิดพลาดที่ลูกค้าอาจค้นพบได้
หัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจึงอยู่ที่
การเริ่มต้นคิดวางแผนคุณภาพ ล่วงหน้า
ก่อนลงมือผลิตจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้
จึงมีการนำเอาเทคนิคที่เกี่ยวกับการมองโอกาสของการเกิดความบกพร่องที่น่าจะส่งผลต่อลูกค้า
เพื่อมากำหนดวางแผนป้องกัน หรืออย่างน้อยตรวจจับ/ดักจับ
ก่อนมันจะส่งไปถึงมือลูกค้า แล้วเรียกชื่อเทคนิคนี้ว่า
การวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ
(Failure Mode and Effect Analysis: FMEA)

 |
จะเริ่มอย่างไร เมื่อไร |
เมื่อบริษัทตกลงที่จะนำเอาเทคนิค
FMEA
มาใช้ในองค์กร
ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนการลงมือผลิตจำนวนมาก
เพื่อจะให้มันเป็นเครื่องมือฉายภาพให้เห็นจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์
หรือกระบวนการและบ่งชี้หนทางจากการพิจารณา ความเสี่ยง
ยิ่งนำ
FMEA
มาใช้ก่อนการลงมือผลิตจำนวนมากได้เร็วเท่าใด
ก็จะลดโอกาสการเกิด ต้นทุนความเสียหายภายนอก
(External Failure Cost)
จากผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องได้มากเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีองค์กรจำนวนมากได้นำเอาตัว
FMEA
มาใช้เมื่อได้ผ่านการทดลองผลิต (Trial)
และ ภายหลังจากเริ่มผลิตจำนวนมาก
(Mass Production) ในภาวะที่เป็นเช่นนี้
ทำให้พลังของการฉายภาพ
โอกาสพบความบกพร่องล่วงหน้ายิ่งอ่อนแอ
และส่งผลต่อการสร้างต้นทุน โดยอาศัยการตรวจจับ
(Appraisal Cost) และ
ต้นทุนความเสียหายภายใน (Internal Failure Cost)
ที่เกิดจากความบกพร่องผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย
ในการริเริ่มนำ
FMEA มาใช้ หากองค์กรมี
โน-ฮาว
ด้านคุณลักษณะผลิตภัณฑ์และเป็นเจ้าของตัวผลิตภัณฑ์เอง
ก็อาจนำเอา FMEA
มาใช้ตั้งแต่แรกเริ่มของการวางแผนสร้างผลิตภัณฑ์
เรียกกันว่า Design FMEA
โดยตั้งแต่
การออกแบบระบบของหน้าที่ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึง
ชิ้นส่วนและจนถึงกระบวนการผลิต
แต่หากองค์กรมีความสามารถเฉพาะด้านกระบวนการ /
การออกแบบกระบวนการ ก็อาจพิจารณา นำ
FMEA มาใช้ภายหลัง แบบ หรือ สเปกผลิตภัณฑ์
ถูกทดสอบและเลือกมาจนเป็นที่มั่นใจ เรียกกันว่า
Process FMEA
 |
Process FMEA |
ในทันทีที่องค์กรตัดสินใจ จะใช้
Process FMEA
เป็นเครื่องมือกรุยทาง
เพื่อวางแผนป้องกันปัญหาคุณภาพล่วงหน้า
จะเริ่มจากการจัดตั้งคณะทำงาน
บ่อเกิดของความสำเร็จมาจาก คณะทำงานนั่นเอง
การที่บริษัทได้นำเอาคนจากหลายหน่วยงานเข้ามาทำงานร่วมกัน
ย่อมจะพบกับอุปสรรค ประการแรกคือ
การให้เวลากับการวิเคราะห์ร่วมกันน้อย และไม่เป็นความสำคัญ
รากเหง้าของประเด็นนี้อยู่ที่ การบริหารหัวข้อ และกำหนดการ
(Agenda & Meeting) Schedule
มีไม่น้อยที่ไม่มีหัวข้อ
การประชุมที่ชัดเจน ไร้เป้าหมาย ผลก็คือ
ทุกคนในทีมต่างมองหาผู้รับผิดชอบเพียงคนใดคนหนึ่ง นั่น
ย่อมบั่นทอนพลังของ Process FMEA
ประการที่สองของการมีคณะทำงาน การใช้ทีมใน
FMEA
ก็เป็นสโลแกน ที่ติดปาก และในท้ายสุด
ก็จะล้มเลิกที่จะทำ
หลังจาก กำหนดคณะทำงาน ตามความจำเป็นของกระบวนการปัญหาแล้ว
คณะทำงานจะลงมือ ปฏิบัติ ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1.
กำหนดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ /
บริการ
2.
จับประเด็นถึงสิ่งที่กระบวนการนั้นต้องทำเพื่อให้บรรลุตามความคาดหมายของลูกค้า
เรียก หน้าที่ของกระบวนการ
(Process Function)
3.
คาดหมายลักษณะบกพร่อง
หากกระบวนการไม่สามารถบรรลุหรือทำตามที่ออกแบบไว้ใน
หน้าที่นั้นๆ ได้
4.
ประเมินผลกระทบจากลักษณะข้อบกพร่อง
ทั้งผลที่ส่งไปยังกระบวนการถัดไปหรือลูกค้าภายนอก
5.
จัดอันดับผลกระทบตามความรุนแรง
ด้วยคะแนนบอกความรุนแรง
6.
เลือกผลกระทบที่รุนแรงที่ส่งผลสำคัญ
และวิกฤติไปลงมือวิเคราะห์ก่อน
7.
กำหนดสาเหตุที่เป็นไปได้ของแต่ละ
ลักษณะข้อบกพร่อง แนวโน้ม จนถึงสาเหตุรากเหง้า
8.
พิจารณาโอกาสที่สาเหตุนั้นเกิดความผันแปรจากมาตรฐานควบคุม
แล้วส่งผลต่อลักษณะข้อบกพร่อง
9.
จัดลำดับคะแนนโอกาสการเกิดข้อบกพร่อง
10.
หากสาเหตุนั้น ในปัจจุบัน ยังไม่มี
แผนการตรวจจับ
ก็จะอธิบายการตอบโต้ด้วยการตรวจจับและจัดทำแผนการตรวจจับ
11.
หากสาเหตุนั้น ในปัจจบัน ยังไม่มี การป้องกัน
ก็จะเสนอแผนการป้องกันและจัดทำแผนป้องกัน
12.
หากมีมาตรการตรวจจับหรือป้องกันในปัจจุบันกับงานที่คล้ายกัน
ก็จะประเมินผลการควบคุม
13.
ดำเนินการประเมินดัชนี บอกความเสี่ยง
14.
ทบทวนความเสี่ยงหลังการแก้ไขอีกครั้ง
หากพิจารณาจากขั้นตอน การนำ
FMEA สำหรับกระบวนการไปพิจารณา
ก็จะพบจุดสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ คือ การพยายามระบุสาเหตุ
ที่เป็นต้นตอของ ลักษณะข้อบกพร่องแนวโน้ม
เพื่อกำหนดแผนการตอบโต้ หรือ ป้องกัน
โดยใช้ผลตอบแทนมาดูว่า ทำอย่างไรจะคุ้มกว่ากัน
และหากองค์กร สามารถใช้ข่าวสารจากกระบวนการ เช่น
FMEA ไปบอกกับผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์
ก็ย่อมทำได้เช่นกัน โดยให้ออกแบบเพื่อการผลิตและประกอบง่าย
(Design for Manufacturing / Design for Assembly)
แต่ทว่า บางองค์กรที่มิได้
พิจารณาในมุมมองข้างต้น
ก็มักจะพลาดโอกาสของการกำหนดการแก้ไขหรือป้องกัน
ด้วยพยายามกดคะแนนค่าลำดับความรุนแรง,
โอกาสการเกิดลักษณะข้อบกพร่อง
ไล่มาจนถึงดัชนีบอกความเสี่ยง
|
 |
บทส่งท้าย |
ในทศวรรษปัจจุบัน
จนถึงทศวรรษหน้า หลายอภิมหาอมตะ กูรู
ต่างมีความเห็นที่คล้ายกันว่า
เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลง,
ยุคการแข่งขันที่มีการแย่งชิงทรัพยากรที่จำกัด
หรือฐานลูกค้าเดียวกัน
หากจะกล่าวว่า เทคนิค
FMEA
เป็นเทคนิคหนึ่งที่ถูกนำมาเพื่อสมดุลแนวคิดของการป้องกัน
และการตอบโต้ด้วยการแก้ไข
โดยใช้ทรัพยากรให้สูญเปล่าจากความบกพร่อง น้อยที่สุด
คงไม่ผิดนัก
ศูนย์กลางของการใช้
FMEA
อยู่ที่การเสริมพลังสมอง ความรู้ในกระบวนการ,
การทำความเข้าใจความคาดหมายของลูกค้า,
ต้นทุนความด้อยคุณภาพ แล้วนำมันมารวมกัน
เพื่อให้คำตอบได้ดีที่สุด ภายใต้แรงกดดัน
เรื่องเงื่อนเวลาในการพัฒนา / ปรับปรุง ที่มีอยู่
ดังนั้น จึงน่าเสียดายหากให้
FMEA
เป็นเพียงเสือกระดาษ ที่มิได้ทรงคุณค่า เรื่อง
สาระการให้ความเข้าใจกระบวนการมากขึ้น หรือ
ให้โอกาสพบความบกพร่องก่อนถึงมือลูกค้า
ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรกันบ้าง