<% if request("id_category")="" then id_categroy="101" else id_category=request("id_category") end if %> Gemba SPC Managene Limited

  Home       Assessment      About Us       Article      Download      Link      Our Service      Web board
 
  Select [ Article ]
     Home
     Assessment
     About Us
     Article
     Download
     Link
     Web board
  Our Service
     Six Sigma
     Lean Manufacturing
     ISO 9001 : 2000
     ISO / TS 16949
     ISO 14001
     Training


บาป 12 ประการและทางแก้ไขของการใช้เทคนิค FMEA
โดย นพดล อิ่มเอม > ที่ปรึกษา บริษัท เกมบะ เอสพีซี แมนเนจเม้นท์ จำกัด

 แม้ว่า หลายองค์กร โดยเฉพาะบรรดาองค์กรที่ได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ TS 16949 : 2002 จะรู้จักและคุ้นเคยกับเทคนิค FMEA มาแล้วก็ตาม สิ่งที่มักพบคือ FMEA ถูกมองเป็นเครื่องมือประเภท เสือกระดาษ ที่หลายองค์กรรู้สึกว่า เป็นการสิ้นเปลืองเวลาและบุคคลากรที่ต้องมานั่งจัดทำ FMEA แต่ที่ต้องจัดทำ FMEA เพราะอาจถูกลูกค้าบังคับหรือให้สอดคล้องกับมาตรฐานระบบคุณภาพ

นั่นทำให้ FMEA ไม่สามารถกลายเป็นเครื่องมือของการแสวงหาโอกาส ในการป้องกันปัญหาได้ และขณะเดียวกันกลายเป็นตราบาปของกระบวนการ ที่แม้ว่าจะผ่านการวิเคราะห์ FMEA มาแล้วก็ มิได้ เห็นผลการปรับปรุงที่ดีขึ้น

 
บาปที่มักพบ 12 ประการของการใช้เทคนิค FMEA สำหรับกระบวนการคือ

 1. ผู้จัดทำ FMEA ทำโดยคนคนเดียว หรือ กลุ่มคนกลุ่มเดียว เช่น หน่วยงาน QA โดยไม่มีการใช้ประสบการณ์การผลิต   จากหน่วยงานอื่นมามีส่วนร่วม

2. มักจะกำหนดรายละเอียดในหน้าที่กระบวนการ (Process function) ด้วยชื่อกระบวนการ ทำให้ขาดการวิเคราะห์กระบวนการเชิงหน้าที่ที่นำไปสู่การแสวงหาโอกาสการเกิดข้อบกพร่องต่อไป

3. เกิดความสับสนของชื่อลักษณะข้อบกพร่อง (Failure Mode) และสาเหตุ (Cause) ทำให้ไม่สามารถนิยามตัวปัญหา จากลักษณะข้อบกพร่องได้

4. ไม่สามารถอธิบายเชิงปริมาณของลักษณะข้อบกพร่องให้เห็นปริมาณความรุนแรงได้ชัดเจน ว่ามากน้อยเท่าใด ทำให้ไม่สามารถ ติดตามผลหลังการประยุกต์ใช้ FMEA ได้

5. ผลกระทบ (Effect) ของลักษณะข้อบกพร่องที่วิเคราะห์ มักจะมีหลายผลกระทบและมีความรุนแรงหลากหลาย ดังนั้น จึงมักเข้าใจผิดนำเอาผลกระทบทั้งหมดไปประเมิณคะแนนความรุนแรง ทำให้การตัดสินใจเลือกความบกพร่องจากความรุนแรงไม่ชัดเจน

6. มักประเมินผลกระทบและความรุนแรงของผลกระทบต่ำกว่าความจริง หรือมากเกินจริง ทำให้เสียโอกาสการแสวงหา หัวข้อปัญหามาปรับปรุง ป้องกัน

7. มักมีการวิเคราะห์สาเหตุเพียง 1 เหตุ ต่อ 1 ลักษณะข้อบกพร่อง ทำให้ลดโอกาสการมองเห็นต้นตอของลักษณะข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้น

8. การระบุสาเหตุแห่งข้อบกพร่อง มักระบุสาเหตุที่ไม่ชัดเจน เช่น พนักงานผิดพลาด, เครื่องจักรเสีย โดยไม่ได้กำหนด รายละเอียดแห่งความผิดพลาด หรือ ต้นตอของสาเหตุ ทำให้กำหนดมาตรการแก้ไขไม่ชัดเจน

9. การกำหนดโอกาสการเกิดข้อบกพร่องจากสาเหตุที่วิเคราะห์ มักอาศัยความเชื่อ มากกว่า ข้อมูล ทำให้มีโอกาสกำหนด โอกาสการเกิดขึ้นของข้อบกพร่องต่ำกว่าความจริง และ ทำให้มองข้าม การเจาะจงลงไปแก้ปัญหาตามสาเหตุ

10. การกำหนดประเด็นการควบคุม ไม่สามารถระบุ แนวทางการควบคุมได้ว่า ปัจจุบันวิธีการควบคุมเป็นวิธีใด และมีผลต่อข้อบกพร่องอย่างไร และควรเป็นการป้องกัน หรือ การตรวจสอบ

11. ให้คะแนนผลการควบคุมต่ำกว่าความจริง (โดยประเมินว่า กระบวนการถูกควบคุมดีแล้ว เพราะยิ่งคะแนนระดับผลการควบคุม/ตรวจจับ ยิ่งต่ำซึ่งสะท้อนการควบคุมที่ดี) ทำให้ เสียโอกาสแสวงหามาตรการตรวจจับปัญหาล่วงหน้า

12. คะแนนลำดับความเสี่ยงมักมองเพียงเลขสรุปโดยไม่มองที่มาของคะแนน (ที่มาของคะแนน มาจาก ปัจจัยของความรุนแรงผลกระทบ, โอกาสการเกิดขึ้นของข้อบกพร่อง, การตรวจจับ) ทำให้มักตั้งตัวเลขรวม เช่น ถ้า RAV ต่ำกว่า 100 จะไม่ปฏิบัติการแก้ไข/เสนอแนะ

 

การแก้ไข

จากสิ่งที่มักพบข้างต้น จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ เทคนิค FMEA กลายเป็นภาระอันน่าเบื่อหน่ายขององค์กร ที่ต้องจัดทำ รวบรวม และทำให้ไม่เกิดการนำ FMEA ไปหมุนต่อ เพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ FMEA เป็นเอกสารที่ไร้ค่า และไร้ชีวิต ดังนั้น เพื่อเลี่ยงบาป 12 ประการของการนำ FMEA มาใช้ในองค์กรดังกล่าวจึงควรพิจารณาดังนี้

1. แต่งตั้ง ผู้เป็นสมาชิกทีม จาก สิ่งที่ต้องการจากสมาชิก มิใช่ ภาระของสมาชิกที่ว่างงานอยู่ ซึ่งสมาชิกอาจมีสมาชิกยืนและเสริมตามเฉพาะ

2. การกำหนดหน้าที่ของกระบวนการ (process function) ต้องพยายามพิจารณาถึงสิ่งที่กระบวนการในปัจจุบันที่ได้ออกแบบไว้ พีงกระทำ โดยห้ามเขียน ชื่อกระบวนการ เช่น กระบวนการเจาะรู หน้าที่กระบวนการ อาจหมายถึง กำหนดรูรองรับแบริ่งให้ได้ศูนย์กลาง เป็นต้น

3. การระบุลักษณะข้อบกพร่องต้องพิจารณาจากหน้าที่กระบวนการ ว่าถ้ามันบกพร่อง ไม่สามารถดำเนินการตามหน้าที่กระบวนการได้ จะมีลักษณะเชิงกายภากที่ปรากฎในผลงานที่ออกมาอย่างไร

4. การประเมินคะแนน “ลักษณะข้อบกพร่อง” ต้องใช้สถิติที่ลูกค้าได้รับประสบการณ์ข้อบกพร่องจากงานที่คล้างคลึงกัน และแนวโน้มผลที่เกิดขึ้นที่รุนแรงมากที่สุด

5. ในการค้นหาสาเหตุ ต้องถามจนถึงตัวสาเหตุ ที่เมื่อพิจารณาสาเหตุนั้นแล้ว ไม่สามารถตรวจพบตัวสาเหตุแตกย่อยลงได้อีก โดยการถาม ทำไม อย่างน้อย 5 ครั้ง

6. การกำหนดโอกาสของการเกิดข้อบกพร่อง แนวโน้ม ของแต่ละสาเหตุนั้นให้พิจารณาทีละสาเหตุก่อน โดยผลจากสาเหตุอาจส่งผลต่อ ลักษณะข้อบกพร่องแนวโน้ม ในด้านเพิ่มจำนวนอัตราข้อบกพร่องที่เป็นไปได้ (Attribute Data) หรือ อาจส่งผลต่อระดับความตรงต่อเป้าหมายและความผันแปร เทียบกับข้อกำหนดเฉพาะลูกค้า (Specification) โดยผ่านดัชนีวัดความสามารถกระบวนการ (Process Capability) ที่ลดความสามารถกระบวนการลง นั่นหมายถึง สาเหตุนั้นมีความน่าสนใจ และหากผู้วิเคราะห์สนใจจะศึกษาอิทธิพลของผลจากสาเหตุทั้งหมด ว่าส่งผลร่วมกัน (Interaction Effect) ก็อาจจำเป็นต้องใช้เทคนิคการออกแบบการทดลองอุตสาหกรรม (Industrial Design of Experiments)

7. แต่ละองค์กรอาจต้องตกลง รูปแบบการประเมิน ความสามารถในการตรวจจับ (Detection) ที่เหมาะสมกับองค์กรของตน แล้วยึดเกณฑ์การประเมินนั้นๆ ตลอด

8. คะแนนจัดลำดับความเสี่ยง (Risk Prioritize Number) เป็นเพียงดัชนีชี้นำการคัดเลือกตามความเสี่ยงที่ส่งผลต่อลูกค้า ด้านคุณภาพ, ความไว้วางใจ แต่มันมิได้ใช้บอกความแตกต่างของความเสี่ยง จึงต้องดูประกอบทั้งดัชนีวัดความรุนแรง (Seventy), โอกาสการเกิดของลักษณะข้อบกพร่อง (Occurrence), ความสามารถในการตรวจจับ (Detection) ควบคู่กัน

9. ภายหลังจากการนำเสนอปฏิบัติการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับ, การขจัดสาเหตุข้อบกพร่องทิ้ง, การย้อนกลับไปออกแบบผลิตภัณฑ์, ชิ้นส่วน, เทคโนโลยีการผลิตใหม่ ต้องมีการทวนสอบผลติดตาม มาตรการอย่างใกล้ชิด และหากมิได้พบสัญญาณใดๆ แสดงทิศทางการลดลงของลักษณะข้อบกพร่องแนวโน้ม หรือ ระดับขีดความสามารถกระบวนการที่ดีขึ้น หรือ โอกาสหลุดรอดของสินค้า/บริการบกพร่องของลูกค้าลดลง นั่นหมายถึง การย้อนกลับไปพิจารณาปรับเปลี่ยนมาตรการแก้ไขอีกครั้ง และติดตามผลใหม่

10. องค์กรควรจัดให้เทคนิค FMEA เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนกระบวนการเป็นประจำ เช่น ทุกอาทิตย์ เพื่อใช้ติดตามผลการปรับปรุง และพิจารณาโอกาสการคัดเลือกปัญหาที่ส่งผลต่อต้นทุนความด้อยคุณภาพ (Cost of Poor Quality) ใหม่